ดูหนัง Violet Evergarden : The Movie | จดหมายฉบับสุดท้าย…แด่เธอผู้เป็นที่รัก

ดูหนัง Violet Evergarden : The Movie | จดหมายฉบับสุดท้าย…แด่เธอผู้เป็นที่รัก จะเรียกได้ว่าเป็นหนังแอนิเมชั่น ที่สานต่อเรื่องราวความรัก จากซีรีส์ที่สร้างความตราตรึงใจมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก ผลงานจากสตูดิโอ Kyoto Animation ถ่ายทอดเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นที่ทำให้ผู้ชมถึงกับเสียน้ำตาเรื่องราวเริ่มต้นที่ เดซี่ เด็กสาววัยรุ่น ที่พึ่งจะกลับมาจากงานศพของคุณยาย เธอกำลังคุยกับพ่อแม่ของเธอ แต่เธอเข้ากับพ่อแม่ได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ระหว่างที่คุยกันอยู่เธอก็เดินไปรอบๆบ้าน และเจอเข้ากับกล่องๆนึง หลังจากเปิดกล่องออกมา เธอก็เจอกับกองจดหมายมากมาย แม่ของเธอบอกว่า นั่นเป็นจดหมายที่คุณย่าทวดเขียนให้กับคุณย่า

แม้ว่าคุณย่าทวดจะเสียไปตั้งแต่ สมัยที่คุณย่ายังเด็กๆ คุณย่าชื่อว่า แอน เป็นเด็กผู้หญิงที่ได้รับจดหมาย จากแม่ของเธอเป็นเวลา 50 ปีนั่นเอง หลังจากนั้นพ่อกับแม่ของเดซี่ ก็บอกว่า เดี๋ยวต้องไปทำงานในเมือง แล้วชวนเธอไปด้วยกัน แต่เดซี่ ก็ปฏิเสธ และบอกว่าจะขออยู่บ้านนี้อีกสักพัก หลังจากพ่อกับแม่ของเดซี่ ออกจากบ้านไปแล้ว เดซี่ก็ได้อ่านจดหมายทั้งหมด และก็ได้รู้ว่าคนที่เขียนจดหมายทั้งหมดนี้คือ ไวโอเล็ต ทำให้เดซี่ออกเดินทางตามหาเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ ไวโอเล็ต เป็นผู้หญิง ที่ได้รับเลือก ให้เขียนบทกลอนสำหรับงานเทศกาลหนึ่ง หลังจากนั้นไวโอเล็ต และเพื่อนๆที่ทำงาน ก็ไปเดินเล่นกันในงานเทศกาล ก่อนที่ไวโอเล็ตจะขอตัวกลับก่อน เพราะว่ายังมีงานที่ค้างคาจากลูกค้าอยู่

วันต่อมาที่สำนักงานไปรษณีย์ CH ที่ไวโอเล็ตทำงานอยู่ ทุกคนก็ทำงานกันตามปกติ และ เอริก้าก็บ่นๆว่าในอนาคตต้องตกงานแน่เลย เพราะเมื่อไรที่เมืองตั้งเสาโทรศัพท์เสร็จ คนก็คงเลิกใช้บริการเขียนจดหมายหมด หลังจากนั้นเพื่อนของผู้พัน ก็พูดขึ้นมาว่า พรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ มีใครสนใจไปเล่นเทนนิสด้วยกันไหม ผู้หญิงทุกคนก็บอกว่ามีแผนอยู่แล้วว่าจะไปทำอะไร รวมถึงไวโอเล็ตด้วย วันต่อมาโฮดกิ้นส์ เลยได้ไปตีเทนนิสกับเบเนดิกต์ 2 ต่อ 2 แล้วทั้งคู่ก็สงสัยว่า ไวโอเล็ตไปอยู่ที่ไหนนะ เพราะไม่บ่อยนักที่จะเห็นว่าไวโอเล็ต มีแผนจะไปไหนมาไหน แท้จริงแล้ว ไวโอเล็ตที่กำลังนำดอกไม้มาวางหน้าหลุมศพคุณแม่ของผู้พันกิลเบิร์ท ทันใดนั้นเองพี่ชายของผู้พันก็โผล่มา และก็ได้พูดคุยกับไวโอเล็ต หลังจากนั้นไวโอเล็ตก็ขอตัว แล้วพี่ชายผู้พันก็สังเกตเห็นริบบิ้นของไวโอเล็ตตกอยู่ใกล้ๆหลุมศพ แต่ยังไม่ทันจะทัก พอเงยหน้าขึ้นมาไวโอเล็ตก็หายตัวไปแล้ว

ไวโอเล็ตกลับมาที่สำนักงานไปรษณีย์ CH และได้รับโทรศัพท์จากเด็กผู้ชายคนนึง ว่าอยากให้มาช่วยเขียนจดหมายหน่อย ด้วยความที่เป็นไวโอเล็ต เธอเลยเดินทางไปหาเด็กคนดังกล่าว เด็กคนดังกล่าวนั้นป่วยและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล หลังจากทั้งคู่ได้เจอกันก็ได้แนะนำตัว และก็ได้รู้ว่าเด็กคนนี้ชื่อ ยูริ ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ยูริบอกให้ไวโอเล็ตนั้นไปซ่อนตัวก่อน ไวโอเล็ตเลยไปหลบอยู่ใต้เตียงที่ยูรินอนอยู่ และคนที่เข้ามาในห้องก็คือครอบครัวของยูริประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และน้องชายที่อายุ 5 ขวบ พวกเขามาเยี่ยมยูรินั่นเอง หลังจากพ่อแม่มาเยี่ยมเสร็จ ไวโอเล็ตก็ออกมาคุยงานต่อ ยูริบอกว่าเขาอยากจะให้ช่วยเขียนจดหมายให้กับ พ่อ แม่ น้องชาย และเพื่อนของเขาชื่อ ริวกะ

โดยให้มอบจดหมายให้ครอบครัวเขา หลังจากที่เขาเสียชีวิตลง แต่เนื่องจากยูริมีเงินเก็บไม่มากพอ เลยทำให้เขียนจดหมายได้แค่สำหรับครอบครัวเขา หลังจากที่ไวโอเล็ตเขียนจดหมายเสร็จ และกำลังจะเดินออกจากห้อง ยูริก็เรียกไวโอเล็ตว่า ช่วยเขียนจดหมายให้ริวกะให้หน่อย ไวโอเล็ตก็บอกว่า ควรจะบอกความรู้สึกที่มีกับคนที่ยังมีชีวิตเองนะ เพราะเธอไม่ได้สามารถทำได้แล้ว ที่สำนักงานไปรษณีย์ CH โฮดกิ้นส์ กำลังคุยกับเบเนดิกต์ และไวโอเล็ตก็กลับมาพอดี เลยจะชวนไวโอเล็ตไปกินข้าวเย็นด้วยกัน และตอนนั้นเอง พี่ชายของผู้พันก็โผล่มาพอดี เพื่อที่จะนำริบบิ้นมาคืนให้กับไวโอเล็ต หลังจากนั้นทั้ง 3 คนก็ไปกินข้าวเย็น หลังจากกินข้าวเสร็จไวโอเล็ตก็กลับบ้าน ส่วนอีก 2 คนกลับไปที่บริษัท และไปเดินหาอะไรบางอย่างในที่เก็บจดหมาย

แล้วโฮดกิ้นส์ก็ไปเห็น จดหมายฉบับนึงบนชั้นวางจดหมาย ที่กำลังจะถูกตีกลับหาผู้ส่ง เพราะที่อยู่ผู้รับไม่ชัดเจน โฮดกิ้นส์ก็ต้องประหลาดใจกับจดหมายฉบับนี้ เพราะลายมือผู้เขียนหน้าซองนั่นมันคล้ายกับลายมือผู้พัน เพื่อนของเขานั่นเอง เช้าวันถัดมา โฮดกิ้นส์ ได้ไปหาพี่ชายผู้พัน และเอาจดหมายให้ดู พี่ชายผู้พันเองก็ตกใจเหมือนกัน และในคืนนั้นเอง โฮดกิ้นส์ ก็ตัดสินใจไปหาไวโอเล็ตที่บ้าน และบอกกับไวโอเล็ตว่า อาจจะเป็นไปได้ที่ผู้พันกิลเบิร์ทยังมีชีวิตอยู่ วันถัดมา โฮดกิ้นส์ กับไวโอเล็ตตัดสินใจเดินทางไปยังที่อยู่ในจดหมาย ซึ่งเป็นเกาะที่ห่างไกลออกไปจากเมืองไลเดนอย่างมาก เมื่อทั้งคู่ไปถึงที่หมาย ก็พบว่าที่อยู่นั่นเป็นเหมือนโรงเรียน มีอาคารอยู่หลายหลัง โฮดกิ้นส์ บอกกับไวโอเล็ตว่าให้รออยู่ข้างนอก เขาจะเข้าไปดูก่อนว่าใช่ผู้พันไหม

ระหว่างที่โฮดกิ้นส์กำลังเดินเข้าไปในโรงเรียน โรงเรียนก็เลิกพอดีและเด็กๆก็กำลังจะกลับบ้าน ระหว่างนั้นไวโอเล็ตที่รออยู่ข้างนอก ก็ได้เจอกับเด็กๆ และถามถึงคุณครูของเขาว่ามีรูปร่างยังไง คำตอบจากเด็กๆทำให้ไวโอเล็ตมั่นใจว่าเป็นผู้พันแน่นอน และขอให้เด็กๆเล่าเรื่องของเขาให้ฟัง เมื่อโฮดกิ้นส์เดินไปถึงห้องเรียน ก็เจอกับผู้พันกิลเบิร์ท ที่เสียตาข้างขวากับแขนขวาไป โฮดกิ้นส์ก็ถามว่ารอดมาได้ยังไง ผู้พันก็บอกว่า หลังจากที่ตัวเองนอนอยู่ใต้ซากหิน พอรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และได้รักษาตัวอยู่ที่นั่น แต่เพราะรู้สึกว่าตัวเองได้ทำผิดร้ายแรงลงไป ที่ใช้เด็กสาวคนนึงเป็นเครื่องมือ แถมยังทำให้เด็กสาวคนนั้นต้องเสียแขนไปอีก ทำให้เขาไม่กล้าที่จะเจอหน้าเธออีก และได้ตัดสินใจมาอยู่ที่เกาะนี้โดยใช้ชื่อว่ากิลเบต โฮดกิ้นส์ก็พูดว่ารู้ไหมว่าไวโอเล็ตต้องรอมานานขนาดไหน กิลเบิร์ทก็บอกว่าเขาไม่อยากเจอไวโอเล็ต และบอกให้โฮดกิ้นส์กลับไปซะส่วนเขาจะขออยู่ที่นี่ตลอดไป โฮดกิ้นส์ก็ต้องกลับไปแบบไม่เต็มใจ

พ่อแม่ของเดซี่ ได้กลับมาที่บ้านตอนเย็น และได้ข้อความที่เดซี่ทิ้งไว้ว่า จะเดินทางไปเมืองไลเดน ซึ่งเดซี่ได้มาถึงเมืองไลเดน และมาถึงสำนักไปรษณีย์ CH ซึ่งในตอนนี้ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของเก่าไปเรียบร้อยแล้ว เดซี่ได้เดินดูรอบๆแล้วก็ไปสะดุดเข้ากับสแตมป์อันนึง เดซี่จึงถามพนักงานว่าแสตมป์นี่เป็นแสตมป์มาจากที่ไหน พนักงานบอกว่าเป็นแสตมป์ประจำของเกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากเมืองไลเดนกลับมาที่โรงเรียนบนเกาะ โฮดกิ้นส์เดินออกมาแล้วบอกกับไวโอเล็ตว่า ผู้พันไม่อยากเจอเธอ และขอให้กลับไปซะ ไวโอเล็ตจึงรีบวิ่งไปตามหาผู้พัน แต่ผู้พันก็ไม่อยู่ที่โรงเรียนแล้ว สักพักโฮดกิ้นส์ก็มาบอกไวโอเล็ตว่าเขารู้แล้วว่าผู้พันอยู่ที่ไหน หลังจากนั้นฝนก็เริ่มตกหนัก

ทั้งคู่จึงเดินทางไปบ้านผู้พัน เมื่อไปถึงหน้าบ้าน ไวโอเล็ตบอกกับผู้พันว่าคิดถึง และอยากจะเห็นหน้าผู้พันท่ามกลางฝน ที่ตกหนัก แต่ผู้พันที่อยู่ในบ้านก็พูดว่า เขารู้สึกผิดที่ทำให้เด็กสาวคนนึงต้องทนทุกข์ทรมาน และยังทำให้เธอต้องเสียแขนทั้งสองข้างไป กิลเบิร์ลที่เธอรู้จักนะได้ตายไปแล้ว และขอให้ไวโอเล็ตกลับไปซะ ไวโอเล็ตรู้สึกเสียใจที่ได้ยินแบบนั้นจึงวิ่งหนีไป ส่วนโฮดกิ้นส์ ก็ตะโกนด่าผู้พันไปดอกนึงว่า ไอ้โง่เอ๊ย และก็วิ่งตามไวโอเล็ตไป

ไวโอเล็ตวิ่งออกมาและก็สะดุดล้มลง จนทำให้โฮดกิ้นส์วิ่งตามมาทัน และทั้งคู่ก็ได้ไปขอพักอาศัยอยู่ที่ประภาคารของเกาะ เพราะที่เกาะแห่งนี้ไม่มีโรงแรมให้พัก ขณะที่ไวโอเล็ตกำลังนั่งเสียใจอยู่ที่เตียงนั้น ผู้ดูแลประภาคารก็มาบอกทั้งคู่ว่าได้รับข้อความวิทยุมาจากไลเดนว่า ยูริอาการทรุดอย่างหนัก อยากให้ไวโอเล็ตมาเขียนจดหมายให้กับริวกะ ไวโอเล็ตจึงบอกว่าเธอจะกลับไปไลเดน แต่โฮดกิ้นส์ก็ห้ามไว้เพราะว่า ข้างนอกมีพายุแรงแถมตอนนี้ก็ไม่มีเรือ และกว่าจะกลับถึงไลเดนก็ใช้เวลาตั้ง 3 วัน แล้วไหนจะเรื่องผู้พันอีก ทำให้หน้าที่เขียนจดหมายตกเป็นของเอริก้า และเบเนดิกต์ ทั้งคู่รีบไปที่โรงพยาบาลและ ระหว่างที่เอริก้ากำลังจะเขียนจดหมายให้ยูริ

ยูริอาการก็ทรุดตัวหนักลงไปอีกทำให้ เอริก้ากับเบเนดิกต์ต่อสายโทรศัพท์ให้ ยูริกับริวกะได้คุยกัน สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้พูดคุยและปรับความเข้าใจกัน หลังจากคุยเสร็จไม่นานยูริก็ได้เสียชีวิตลง เอริก้าก็ได้มอบจดหมาย 3 ฉบับให้กับครอบครัวของยูริ เช้าวันต่อมา ไวโอเล็ตและโฮดกิ้นส์ ก็ตัดสินใจเดินทางกลับไลเดน ระหว่างที่เดินทางกลับก็ได้ไปเห็นชาวบ้านกำลังดีใจที่รอกขนส่งกลับมาทำงานได้อีกครั้ง คือที่เกาะนี้เขาปลูกองุ่นเป็นงานหลัก แล้วพื้นที่ปลูกมันเป็นเหมือนเขา ตอนแรกรอกขนส่งมันพังทำให้เวลาเก็บเกี่ยวมันลำบาก โดยคนที่ซ่อมให้ก็คือผู้พันนั่นเอง แต่ผู้พันอยู่ที่ตีนเขา ส่วนไวโอเล็ตอยู่ที่ยอดเขาทำให้ทั้งคู่ไม่ได้เจอกัน ไวโอเล็ตได้ฝากจดหมายฉบับนึงให้กับนักเรียนของผู้พันและบอกว่าให้นำไปมอบให้ผู้พัน จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่ไวโอเล็ตตัดสินใจเขียนให้กับผู้พัน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางเพื่อไปรอขึ้นเรือกลับไลเดน

ผู้พันที่อยู่ตีนเขา คุณลุงคนนึงก็ขอบใจผู้พันที่ช่วยซ่อมรอกให้และบอกว่า ควรจะปล่อยวาง แผลจากสงครามนะมันไม่ใช่ความผิดที่ใครคนใดคนนึงควรแบกรับไว้หรอกนะ ก่อนจะเดินจากไป และตอนที่ผู้พันหันหลังกลับมาก็เจอกับพี่ชายตัวเอง พี่ชายก็บอกว่า ให้เขานะปล่อยวางและใช้ชีวิตอย่างอิสระเถอะ เขาจะเป็นคนดูแลกิจการของตระกูลต่อเอง แน่นอนว่าผู้พันก็ยังคงหัวแข็งไม่ยอมฟัง ระหว่างนั้นเองรอกที่อยู่ด้านบนก็กลับมาข้างล่าง และข้างในรอกก็มีจดหมายฉบับนึงวางไว้ มันจ่าหน้าถึงกิลเบิร์ท หลังจากกิลเบิร์ทได้เปิดอ่านก็รีบวิ่งขึ้นเขาไปหาไวโอเล็ต แต่ก็สายไปแล้วเพราะไวโอเล็ตได้ขึ้นเรือและเรือออกไปเรียบร้อยแล้ว กิลเบิร์ทรีบวิ่งสุดชีวิตและตะโกนเรียกไวโอเล็ต ไวโอเล็ตที่อยู่บนเรือเมื่อได้ยินเสียงของผู้พันจึงวิ่งและกระโดดลงเรือทันที ส่วนกิลเบิร์ทก็วิ่งลงจากเขา และทั้งคู่ก็ได้มาเจอกันที่ริมทะเล กิลเบิร์ทได้บอกรักและกอดไวโอเล็ตเอาไว้ภายใต้แสงจันทร์

เดซี่ได้เดินทางมาถึงเกาะ และไปยังสำนักไปรษณีย์ของเกาะ และพนักงานก็เล่าว่า เมื่อก่อนไวโอเล็ตได้ทำงานและตั้งสำนักไปรษณีย์ขึ้นที่เกาะนี้ พร้อมทั้งให้ดูสแตมป์ประจำเกาะ ซึ่งก็คือรูปของไวโอเล็ต กำลังถือกระเป๋ากับร่มนั่นเอง